
เรียนรู้การทำ SEO เบื้องต้น
เนื้อหาสำหรับบทความนี้ จะเน้นไปที่พื้นฐาน และสิ่งที่ควรรู้ สำหรับการทำ SEO เบื้องต้น เพราะการทำ SEO หรือ Search Engine Optimization นั้นมีหัวข้อที่ต้องทำเยอะมาก ทำทุกข้อมันยากไป ใช้เวลาเยอะ ดังนั้นเราควรเลือกหัวข้อที่สำคัญหลักๆ ก่อน
แอดจะเน้นไปที่การสรุปมากกว่า เนื้อหาอาจอธิบายสลับไปมา บางเนื้อหาหากไม่เข้าใจ แนะนำให้ไปหาข้อมูลอ่านเพิ่มเติมกันนะครับ
ส่วนตัวแอดว่าการทำ SEO จะเป็นเหมือนพื้นฐาน และการฝึกให้ได้คิด ทำให้เราคิดงานเป็นระบบ มีขั้นตอนการทำงาน และมองการทำงานเป็นรูปแบบโครงสร้าง เป็นเหตุเป็นผล
Table of Contents
SEO คือ อะไร
SEO หรือ Search Engine Optimization คือ การปรับปรุงโครงสร้าง และเนื้อหาของเว็บไซต์ เพื่อให้ Search Engine อย่าง Google เข้าใจเว็บของเราง่ายขึ้น และช่วยให้คนที่กำลังค้นหาข้อมูลต่างๆ เจอเว็บไซต์ของเราได้มากขึ้น ผ่านผลการค้นหาแบบธรรมชาติ หรือ Organic Search
SEM คือ อะไร
SEM หรือ Search Engine Marketing คือ การทำการตลาดบนหน้าค้นหา โดยส่วนใหญ่จะหมายถึงการซื้อโฆษณาของ Google ที่เรียกกันว่า Google Ads
อธิบายแบบง่ายที่สุด
SEO คือ การทำให้ “Google เข้าใจเว็บเรา” และ “ทำให้คนค้นหาเจอ” เว็บไซต์ของเรา (ฟรี)
SEM คือ การซื้อโฆษณาบนหน้าค้นหา พูดง่ายๆ จ่ายจบ คนค้นปุ๊ป เจอเราอันดับบนๆ (เสียตัง)
การค้นหา (Search) ให้คิดว่าเหมือนการ Match คำ
หากเนื้อหาเราดี แก้ปัญหาได้ ก็มีโอกาสติดหน้าแรกของ Google หรือ AI นำคำตอบเราไปใช้
คำศัพท์ควรรู้สำหรับการทำ SEO และ SEM
PPC — Pay Per Click คือ ราคาที่เราต้องจ่าย (มีคนคลิกโฆษณา 1 ครั้ง เราเสียเงิน 1 ครั้ง)
CPC — Cost Per Click คือ ต้นทุนต่อ 1 คลิก (มีคนคลิกโฆษณา 1 ครั้ง เราเสียเงินกี่บาท)
Impression จำนวนครั้งที่โฆษณาแสดงผล (นับเป็นจำนวนครั้งที่ถูกแสดง)
CTR — Click Through Rate คือ อัตราการคลิก เทียบกับจำนวนครั้งที่โฆษณาแสดง
Conversion Rate คือ อัตราการเปลี่ยนจากคนคลิกเป็นคนทำเป้าหมาย

ทุกการกระทำ มีราคาที่ต้องจ่ายเสมอ การเลือกทางที่ยาก เช่น การทำ SEO อาจน่าเบื่อ เสียเวลาเยอะ แต่มันส่งผลดีระยะยาวครับ (เหมือนกับการออกกำลังกาย ดีต่อสุขภาพระยะยาวนั้นแหละครับ)
แต่ก็ต้องดูด้วยเหมาะสมกับเราไหม ทีมเรามีเวลาพอมั้ย ซึ่งการทำธุรกิจแอดบอกเลยต้องทำทั้ง SEO และ SEM
สมมติ เราอยากขายของ เราจะเปิดร้านบนที่ของเรา หรือ เราจะไปเช่าพื้นที่ตลาด เพื่อขายล่ะครับ
ทั้ง 2 ทางเลือกขายได้เหมือนกัน แต่ต้องดูความเหมาะสม และ ความคุ้มค่าครับ
ทำไมเราต้องทำทั้ง SEO และ SEM
ครั้งสุดท้าย ที่คุณคลิกไปหน้าที่สองของ Google เวลาหาข้อมูล คือ เมื่อไหร่ จำได้ไหมครับ 🥲
การจ่ายเงินเพื่อให้เราติดอันดับเป็นทางเลือกที่ง่าย (จ่ายจบ แต่ราคาจะแพงขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี) แต่ทำไมควรมีทั้ง Ads และ Organic ในหน้าค้นหาเดียวกันล่ะ
คำตอบ คือ เราจะได้พื้นที่บนหน้า Google มากขึ้นกว่าคู่แข่ง
เราทำแค่ SEO ลูกค้าเห็นเว็บเรา 1 จุด
และถ้าทำแค่ SEM ลูกค้าอาจเห็นเว็บเรา 1 จุด เช่นกัน คือ โฆษณาที่เราเสียเงิน
แต่ถ้าทำทั้งคู่ ลูกค้าอาจเห็นเรา 2 จุดในหน้าเดียวกัน คือ โฆษณาด้านบน – ผลลัพธ์ Organic ด้านล่าง

แล้วมีเพิ่มเป็น 2 จุด มันสำคัญยังไง…?
การขึ้นอันดับหนึ่ง ไม่ได้บอกว่าจะมีคนคลิกทุกครั้งที่เห็น ถ้าเรามีแค่ 1 จุด เราเสียโอกาสไปแค่ไหนล่ะ
ถ้าอยากรู้ว่ามีคนคลิกเราเยอะแค่ไหน ให้ไปดูที่ค่า CTR (อัตราคนคลิกมีกี่เปอร์เซ็น เมื่อเห็นเรา)
ถ้าค่า Click Through Rate สูง แสดงว่ามีคนคลิกเยอะ การมีตัวเลือกที่เยอะขึ้นทำให้เพิ่มโอกาสคลิกที่มากขึ้นตาม และ ลดต้นทุนค่า Ads ด้วย
Click Through Rate ไม่มีค่าตายตัวว่าเท่าไหร่ดี เพราะแต่ธุรกิจไม่เหมือนกัน บางกลุ่มอาจต่ำกว่า 5%
สำคัญสุด คือ Convesion ที่จะบอกว่า ต้นทุนต่อ 1 Lead ที่ทักมานั้นเท่าไหร่ คุ้มค่ากับการทำ ads ไหม
คนยิ่งคลิกเยอะ แสดงว่าคำโฆษณาดี หรือ มีความต้องการสูง แต่ถ้าไม่มีคนซื้อ แสดงว่าเนื้อหาภายในเราไม่ดี ต้องไปปรับตัว Landing Page อย่าลืมว่า เราเสียเงินตาม “คลิก” และ คนคลิก ยังไม่ใช่คนซื้อ
FAQ
1. การคำนวณค่าใช้จ่ายค่าโฆษณา
สมมติค่า CPC เท่ากับ 20 บาท (แต่ละช่วงเวลา-การแข่งขันไม่เท่ากัน) Convesion Rate = 10 %
หมายความว่า คนคลิกเรา 10 คน มีโอกาสเป็นลูกค้าเรา 1 คน (วัดค่าจากการ Track ปุ่ม CTA เช่น กด Add Line)
แสดงว่า ต่อ 1 Lead มีต้นทุน 200 บาท / อันนี้คือค่าประมาณการนะครับ บางทีลูกค้าลั่นก็มี
2. คนคลิกเยอะ แต่ไม่ทัก แก้ยังไง
แก้ที่ Landing Page ก่อนเลย มีปุ่ม CTA เพียงพอมั้ย, เนื้อหาภายในทำได้ดีไหม, มีรูปภาพช่วยอธิบายไหม ที่สำคัญคือ Hook เพื่อดึงดูดลูกค้ามีไหม ตอนแรกผมไม่เชื่อเรื่องภาพปก เลยไม่ทำในตอนแรก ที่นี้ลูกค้าไม่คลิก พอเพิ่มภาพ Hook ไว้ด้านบน ผลคือ Convesion Rate จากแค่ 5% พุ่งไป 15-20% เลยครับ
ที่สำคัญ ห้ามลืมปุ่ม CTA ให้หาง่าย ๆ นะครับ
3. คนไม่คลิก แก้ยังไง
แก้ที่คำโฆษณาของเรา ดึงดูดลูกค้าดีพอไหม วิธีเช็คง่ายๆ ดูของคู่แข่งเลยครับ ว่าเขาทำยังไง แล้วมาปรับของเรา
4. แนวทางสำหรับคนพึ่งเริ่มต้นทำ SEM บน Google Ads
การทำ SEM ก็ต้องให้เวลา AI เรียนรู้เหมือนกัน ระบบของ Ads ต้องการข้อมูลที่เพียงพอสำหรับเรียนรู้พฤติกรรม แต่ไม่ควรลงเงินมากหรือน้อยเกินไปในช่วงแรก สามารถอ้างอิง Convesion ได้เลย อย่างงานผมเป็นธุรกิจ B2B จะเน้น Google Ads หลักๆ
สำคัญสำหรับมือใหม่ เราไม่ควรเอาหลายกลุ่มสินค้าไปรวมใน 1 แคมเปญ เพราะงบจะถูกแย่งกันเอง ไม่งั้นเงินหายหมด และไม่ได้ยอดขายกลับมาเลยครับ คุณจะโดนคนคลิกถล่ม ไว้ผมจะเขียนบทความสรุป แนวทางการทำ Google Ads เบื้องต้นในโอกาสต่อไปนะครับ
หลักคิดที่แนะนำก่อน เพื่อไม่ให้เสียเงินฟรี
อย่าคิดว่า ต้องยิงให้ครบทุกสินค้า แต่จงเลือกสินค้ากลุ่มที่สร้างผลตอบแทนสูงมาทดสอบก่อน

แล้วการที่จะทำให้ติดหน้าแรกบน Google ต้องทำยังไง
การทำ SEO ไม่ใช่แค่การใส่ Keyword เยอะ ๆ แต่เป็นการปรับแต่งสิ่งต่างๆ ภายในเว็บไซด์ เช่น โครงสร้างเว็บ เนื้อหา ความเร็ว ประสบการณ์ผู้ใช้ การเชื่อมโยงภายใน รูปภาพ และความน่าเชื่อถือของข้อมูล เป็นต้น
โดยแนวคิดที่ Google ใช้ คือ E-E-A-T
Experience — ประสบการณ์จริง : ผู้เขียนหรือเว็บไซต์มี “ประสบการณ์จริง” ไหม
Expertise — ความเชี่ยวชาญ : เนื้อหาถูกเขียนโดยคนที่เข้าใจจริงไหม
Authoritativeness — ความเป็นแหล่งอ้างอิง : เว็บไซต์หรือแบรนด์ มีความน่าเชื่อถือ
Trustworthiness — มีความน่าไว้วางใจ
ซึ่งหลักการ E-E-A-T มันดูคล้ายๆ กับในชีวิตจริงของเราไหมครับ ที่หากคุณเป็นผู้เชี่ยวชาญ หรือ เป็นคนมีความน่าเชื่อถือ คนก็จะเชื่อมั่นในตัวคุณ กลับกันถ้าคุณไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ความน่าเชื่อใจก็จะน้อยลงตาม
เมื่อ Google ไม่ใช่คน ดังนั้นเขาจึงมีรูปแบบ หรือ เกณฑ์ในการคัดกรองว่ารูปแบบไหนเป็นเนื้อหาที่ดี ซึ่งเราไม่ต้องไปทำทุกข้อหรอกครับ แต่ให้ทำแค่เนื้อหาหลัก ๆ ที่จำเป็นต้องทำมีอะไรบ้าง แค่นั้นก็พอครับ

โครงสร้างพื้นฐานการทำ SEO
ผมเน้นที่สำคัญ ที่ควรต้องทำให้ได้ก่อน ซึ่งจริงๆ ยังมีอีกหลายส่วนที่ช่วยในการติดอันดับนะ
Content Structure
• มี H1 ชัดเจน << ควรเป็น Keyword ที่ต้องการให้ติดหน้าแรก
•ใช้ H2 / H3 แบ่งหัวข้อ
• Keyword ที่ต้องการให้ติด ไม่ควรมีเยอะเกินไป <<มันดูไม่เป็นธรรมชาติ ยัดเยียดเกินไป
•ตัวหนังสือต้องมีขนาดที่พอเหมาะ รองรับการใช้งานที่หลากหลาย
•อักษรภาษาไทยแบบมีหัว อ่านง่ายกว่า อักษรภาษาไทยแบบไม่มีหัว << ส่วนเนื้อหา ควรใช้อักษรแบบมีหัว
•มีตัวอย่างและ FAQ << แสดงถึงความเชี่ยวชาญ และ รู้จริง
•มีสรุปท้ายบทความ
•มี Call to Action << ชี้เป้าให้ทำอะไรต่อ เช่น เสนอการขาย – ติดต่อทีมขาย – กรอกแบบฟอร์ม ฯลฯ
•เนื้อหาตรงกับ Search Intent << เนื้อหาต้องตรงกับ Keyword
•หน้าตาเว็บไซด์ต้องตอบโจทย์ผู้ใช้งานทั้ง Notebook, PC, และ มือถือ
•ไม่มีลิงก์เสีย และ เว็บโหลดเร็ว
URL Structure
• URL สั้นอ่านเข้าใจ
• URL ต้องเป็นภาษาอังกฤษ (ถ้าใช้ภาษาไทย เวลาส่ง URL ให้คนอื่นจะเป็นภาษาต่างด้าว และ ยาวมาก)
• มีชื่อตรงกับ Keyword และเหมาะสมกับเนื้อหาภายใน
• ไม่ใช้ตัวเลข หรือ รหัสมั่ว
• ไม่เปลี่ยน URL บ่อย โดยไม่จำเป็น
Page Structure
• Title << ต้องมี และตรงกับ Keyword
• Meta Description << ต้องมี เพราะ Google ไม่เข้าใจถ้าเราไม่อธิบาย
• รูปภาพพร้อม Alt Text << Google ไม่เข้าใจถ้าเราไม่บอก และมีคนชอบ Search จากรูปภาพ
• มี Call to Action << ไม่ควรเกิน 4 จุด
• ตั้งค่า Search Appearance
สำคัญที่สุด ต้องตรวจสอบด้วยว่า หน้านี้ Index แล้วหรือยัง
ถ้าหน้าเว็บยังไม่ Index ต่อให้เขียนดีแค่ไหน คนก็ยังค้นหาไม่เจอใน Google อยู่ดีครับ

เพิ่มเติมเป็นกรณีศึกษา
เนื้อหาด้านบน เป็น Ref ที่นิยมใช้กัน(อาจจะทั่วโลก) แต่เนื่องจากผมค่อยๆ เรียนรู้การทำ WordPress เอง ทำให้ช่วงแรก ผมไม่ทราบว่าต้องเรียงลำดับ H1-H2-H3 สำหรับการวางโครงสร้างที่ดี
ผมดันไปเอา H3 ขึ้นมาก่อน H1 และไม่มี H2 ด้วย แต่หน้านั้น ดันติดหน้า 1 ของ Google ซะงั้น 🤣
แต่ข้อสังเกตุเป็นแบบนี้ครับ ซึ่งผมว่าเป็นปัจจัยหลัก ๆ ตามหลัก E-E-A-T เลยครับ
•ข้อแรก Keyword นี้เป็นเรื่องใหม่ การแข่งขันยังน้อยอยู่ << เริ่มก่อน เลยดูเชี่ยวชาญ
•ข้อสอง เนื้อหาใส่เข้าไปเยอะ << ดูมีประสบการณ์สูง
•ข้อสาม ใส่รูปภาพสินค้า และ รูปภาพทุกอย่างที่มี << Google ใช้อ้างอิงได้ เพราะยังไม่มีรูปภาพเยอะ
ปัจจุบัน ปรับแก้ตามโครงสร้างแล้ว ก็ยังติดอันดับอยู่ครับ
สุดท้ายนี้ผมขอฝากไว้ สำหรับ พนักงาน หรือ ผู้ประกอบการที่กำลังศึกษาเรื่อง SEO นะครับ
การทำ SEO เหมือนกับการปลูกต้นไม้ครับ มันต้องใช้เวลา และ ทรัพยากรในการทำต่อเนื่อง ถ้าจะมาทำวันนี้แล้วหวังติดอันดับพรุ่งนี้ มันเป็นไปได้ยากครับ
ยิ่งถ้าคุณเป็นเว็บใหม่ ยิ่งแข่งกับพวกเว็บไซด์ที่มีอายุ Domain หรือ Domain Rating สูงยิ่งยากขึ้นไปอีก
ฉะนั้นใจเย็น ๆ ค่อยๆทำไปครับ เริ่มวันนี้ และ ทำต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ สักวันคุณก็ติดหน้าแรก ของ Google แน่นอน

Leave a Reply